ไทย - บราซิล

ไทย - บราซิล

10 ส.ค. 2564

4,511 view

. ความสัมพันธ์ไทย - บราซิล

     ๑.๑ ภาพรวม

     ไทยจัดให้บราซิลเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคลาตินอเมริกาโดยเฉพาะด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-บราซิลดำเนินไปอย่างราบรื่นแต่ไม่ใกล้ชิดเนื่องจากความห่างไกลทางภูมิศาสตร์ โดยนายกรัฐมนตรีไทยเยือนบราซิลอย่างเป็นทางการ ๒ ครั้ง ส่วนประธานาธิบดีบราซิลยังไม่เคยเยือนไทย ขณะที่บราซิลเป็นเป้าหมายนโยบายตลาดใหม่ของไทยในภูมิภาคลาตินอเมริกาเพราะเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีกำลังซื้อสูง และเป็นแหล่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติ และวัตถุดิบป้อนภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทยรวมทั้งถั่วเหลือง อีกทั้งมีเทคโนโลยีและนโยบายเกี่ยวกับพลังงานทดแทนที่ก้าวหน้าโดยเฉพาะเอทานอลจากอ้อย

     นอกจากนี้ ในทางต่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายมีท่าทีร่วมกันเพื่อรักษาและเสริมสร้างผลประโยชน์ของประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรโดยเฉพาะการเปิดตลาดและลดการอุดหนุนสินค้าเกษตรของประเทศกำลังพัฒนา ตลอดจนมีความร่วมมือที่ดีกับไทยในกรอบอาเซียนซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับ ๓ ของบราซิล และอาเซียนเป็นเป้าหมายในการดำเนินนโยบาย Look East ของรัฐบาลบราซิลชุดปัจจุบันโดยการนำของประธานาธิบดีโบวโซนารู  

     ความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-บราซิลเริ่มมีพลวัตมากขึ้นโดยเฉพาะภายหลังการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบราซิล เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๑ โดยกระทรวงการต่างประเทศบราซิลเริ่มให้ความสำคัญกับการดำเนินความสัมพันธ์กับไทยมากขึ้นในฐานะชาติสมาชิกสำคัญในอาเซียน และเห็นพ้องกับภาคเอกชนบราซิลว่าไทยมีศักยภาพซึ่งเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันในการเพิ่มพูนปฏิสัมพันธ์และกระชับความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนของบราซิลในอาเซียน ยิ่งกว่านั้น ในช่วง ๑-๒ ปีที่ผ่านมา ฝ่ายบราซิลมีท่าทีกระตือรือร้นยิ่งขึ้นที่จะกระชับความร่วมมือกับไทยและอาเซียน (รวมถึงแต่ละประเทศสมาชิก)  โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อจัดการกับการแพร่ระบาดและฟื้นฟูประเทศหลังโควิด-๑๙ รวมทั้งการสมัครเข้าเป็น Sectoral Dialogue Partner ของอาเซียน ขณะที่ก่อนหน้านี้บราซิลเป็นประเทศแรกในตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (MERCOSUR)[1] ที่ได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำอาเซียน (ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔) และประเทศแรกในภูมิภาคลาตินอเมริกาที่ได้เข้าร่วมเป็นอัครภาคีของสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

     ๑.๒ ความสัมพันธ์ด้านการเมือง

     ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๐๒ (ครบ ๖๒ ปี ในปี ๒๕๖๔) ปัจจุบันนางสาวนิธิวดี มานิตกุล ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย มีหน่วยงานไทยในบราซิล ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครเซาเปาลู และสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ณ กรุงบราซิเลีย  สถานกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ณ นครเซาเปาลู และนครรีโอเดจาเนโร

     รัฐบาลบราซิลได้เสนอแต่งตั้งให้นาย José Borges dos Santos Júnior เป็นเอกอัครราชทูตบราซิลประจำประเทศไทย (สืบแทนนาง Ana Lucy Gentil Cabral Petersen ซึ่งจะสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งดังกล่าว) และมีหน่วยงานบราซิลที่ดูแลประเทศไทย ได้แก่ สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบราซิล ณ กรุงจาการ์ตา สถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ จังหวัดภูเก็ต เมื่อปี ๒๕๕๕ (นางจิรัฐา ถาวรว่องวงศ์ ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์บราซิลประจำจังหวัดภูเก็ต มีเขตอาณาครอบคลุมจังหวัดพังงา กระบี่ และระนอง) และอยู่ระหว่างจัดตั้งสถานกงสุลกิตติมศักดิ์ ณ จังหวัดเชียงใหม่ มีเขตอาณาครอบคลุมจังหวัดเชียงรายและลำปาง

     ในปี ๒๕๖๓ มีคนไทยพำนักและต้องโทษในบราซิลจำนวน ๑๓๖ คน โดยเป็นนักเรียน/นักศึกษา ๒๕ คน ผู้ต้องโทษ ๓๕ คน แรงงานไทย ๒๒ คน และคนชาติบราซิลที่พำนักอยู่ในไทยประมาณ ๗๐๐ คน (ส่วนใหญ่เป็นนักกีฬาฟุตบอลที่มาเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลในไทย)

     กลไกการหารือทวิภาคีที่สำคัญ ได้แก่ (๑) คณะกรรมาธิการร่วม (Joint Commission: JCระดับปลัดกระทรวงการต่างประเทศซึ่งมีกำหนดจัดประชุมปีละครั้งโดยเป็นวาระของฝ่ายไทยที่จะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ครั้งที่ ๓ ในช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายสะดวก และ (๒) การหารือทางการเมืองในเรื่องที่มีความสนใจร่วมกัน (Political Consultations on Matters of Common Interest) ซึ่งมีกำหนดจัดประชุมทุก ๒ ปีเพื่อหารือประเด็นทวิภาคีทุกด้าน โดยฝ่ายบราซิลจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ครั้งที่ ๓

     การเยือนบราซิลของพระบรมวงศานุวงศ์ไทย ได้แก่ (๑) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) เสด็จฯ เยือนบราซิลในปี ๒๕๓๖ (๒) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี) เสด็จฯ เยือนบราซิลในปี ๒๕๕๙ และ (๓) สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี (ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี) เสด็จเยือนบราซิลในปี ๒๕๓๕ ทรงเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาและสิ่งแวดล้อม (United Nations Conference on Environment and Development – UNCED) หรือ Earth Summit / ปี ๒๕๔๓ เสด็จเยือนเป็นการส่วนพระองค์ / ปี ๒๕๕๓ ทรงเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับยีนส์และโภชนาการเพื่อสุขภาพและการป้องกันโรค (International Conference on Nutrigenomics – INCON) และการประชุมนานาชาติครั้งที่ ๑๐ เรื่องกลไกการต้านการกลายพันธุ์และการเกิดมะเร็ง (10th International Conference on Mechanisms of Antimutagenesis and Anticarcinogenesis – ICMAA 2010) / และปี ๒๕๕๕ ทรงเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (United Nations Conference on Sustainable Development – UNCSD) หรือ Rio+20

     ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับหัวหน้ารัฐบาลไม่บ่อยนัก ได้แก่ เยือนบราซิลอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทย ๔ ครั้ง ได้แก่ (๑) จอมพลถนอม กิตติขจร ๒ ครั้ง (ปี ๒๕๐๖ และ ๒๕๑๑) (๒) นายชวน หลีกภัย เยือนบราซิลอย่างเป็นทางการ (๒๙ พฤษภาคม - ๒ มิถุนายน ๒๕๔๒) (๓) นายทักษิณ ชินวัตร เยือนบราซิลอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ครั้งที่ ๑๑ (๑๒ - ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๗) แต่ยังไม่มีประธานาธิบดีบราซิลเยือนไทย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเคยพบหารือสั้น ๆ กับอดีตประธานาธิบดี Michel Temer ในห้วงการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม BRICS (BRICS Summit)[2] และการประชุมระหว่างผู้นำกลุ่มประเทศ BRICS กับประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Markets and Developing Countries Dialogue: EMDCD) ระหว่างวันที่ ๔-๕ กันยายน ๒๕๖๐ ที่เมืองเซี่ยเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนายกรัฐมนตรีได้แจ้งประธานาธิบดี Temer ว่าจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยติดตามประเด็นเรื่องอ้อยและน้ำตาล[3]

     ส่วนระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ มีการแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างต่อเนื่องโดย (๑) นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนบราซิลในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีเพื่อขอรับการสนับสนุนผู้สมัครของไทยในตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ (๒๗ - ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๙) (๒) นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนบราซิลและเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ASEAN-MERCOSUR ครั้งที่ ๑ (๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑) และ (๓) นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนบราซิลอย่างเป็นทางการ (๑๕ - ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๕)

     สำหรับการเดินทางเยือนไทยของฝ่ายบราซิล ได้แก่ (๑) นายลูอิส ฟีลิเป ลัมเปรยา (Luiz Felipe Lampreia) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบราซิลเยือนไทยอย่างเป็นทางการ (เมษายน ๒๕๓๙) และ (๒) นายอาลอยซียู นูนีซ ฟือร์ไรรา ฟีญู (Aloysio Nunes Ferreira Filho) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบราซิลและคณะเยือนไทยในลักษณะเพื่อการเจรจาทำงาน (working visit) (๙ - ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑)

     อนึ่ง รัฐบาลบราซิลแสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์การเมืองไทยหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้าบริหารประเทศเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ แต่มิได้ปฏิกิริยาเพิ่มเติม จึงมิได้มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างมีนัยสำคัญในภาพรวม

     อดีตประธานาธิบดี Michel Temer เป็นผู้นำจากลาตินอเมริกาคนแรกที่มีสาส์นลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ค.ศ. ๒๐๑๖ ถึงนายกรัฐมนตรี แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับพระบรมวงศานุวงศ์ รัฐบาลและประชาชนชาวไทยต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  โดยกล่าวว่าพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างให้กับประชาชนไทยเสมอมา และพระราชกรณียกิจที่ได้ทรงปฏิบัติไว้จะดำรงอยู่ในความทรงจำตลอดไป

     อดีตประธานาธิบดี Michel Temer มีสาส์นลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ค.ศ. ๒๐๑๖ ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสที่ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๑๐ แห่งราชวงศ์จักรี โดยถวายพระพรให้ทรงพระเกษมสำราญและทรงประสบความสำเร็จในการครองราชย์ และกล่าวย้ำถึงความพร้อมของสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลที่จะดำเนินความสัมพันธ์กับไทยให้ทวีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น

     เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๒ นายจาอีร์ โบวโซนารู ประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลได้มีข้อความสาส์นถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒

     ๑.๓ ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน

     การค้า ในปี ๒๕๖๓ บราซิลเป็นคู่ค้าอันดับที่ ๑ ของไทยในลาตินอเมริกา และอันดับที่ ๒๔ ของไทยในโลก ส่วนไทยเป็นประเทศที่บราซิลส่งออกมากเป็นอันดับที่ ๒๖ ของโลก และเป็นอันดับที่ ๕ ในอาเซียน และอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับ ๓ ของบราซิล โดยไทยและบราซิลมีปริมาณการค้ารวม ๓,๖๙๓.๑๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ไทยส่งออก ๑,๓๕๑.๐๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า ๒,๓๔๒.๐๖ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเสียดุลการค้า -๙๙๐.๙๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

     สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปบราซิลส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ (๑) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (๒) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (๓) ผลิตภัณฑ์ยาง (๔) รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ และ (๕) ยางพารา และสินค้านำเข้าที่สำคัญจากบราซิล ได้แก่ (๑) พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช (ถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง) (๒) สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ (๓) เคมีภัณฑ์ (๔) เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ และ (๕) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ  ทั้งนี้ ไทยส่งออกสินค้าประเภทอาหารแปรรูปและสินค้าที่ตอบรับกับบริบท New Normal เพิ่มขึ้นในช่วงโควิด-๑๙ โดยเฉพาะประเภทสินค้าที่ใช้อำนวยความสะดวกในการทำงานที่บ้าน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าสุขภาพ

     การลงทุน

     การลงทุนของไทยในบราซิล ครอบคลุมสาขาสำรวจและผลิตน้ำมัน อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุตสาหกรรมเกี่ยวกับปิโตรเคมีและเมล็ดพลาสติก ธุรกิจโรงแรมและอาหารประกอบด้วย

     ๑. บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) โดยบริษัท PTTEP Investments in Oil and Gas Exploration and Production Ltda. (PTTEP BL) ได้เปิดสำนักงานที่นครรีโอเดจาเนโรเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ โดยมีการลงทุนสำรวจและขุดเจาะน้ำมัน ๒ โครงการ ได้แก่ (๑) โครงการร่วมทุน (ร้อยละ ๒๕) กับบริษัท Shell Brasil Petroleo Ltda. (ร้อยละ ๖๕) ซึ่งเป็น Operator และ Mitsui E&P Brasil Ltda. (ร้อยละ ๑๐) ในโครงการแหล่งน้ำมัน Barreirinhas AP1 Basin บริเวณทะเลลึกทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน ๔ แปลง และ (๒) การร่วมทุน (ร้อยละ ๒๐) กับบริษัท Petrobras (ร้อยละ ๖๕)[4] ซึ่งเป็น Operator และ INPEX ของญี่ปุ่น (ร้อยละ ๑๕) ในแปลงสำรวจ Block BM-ES-23 ตั้งอยู่ในบริเวณอ่าว Espiritu Santo Basin นอกชายฝั่งรัฐรีโอเดจาเนโร จำนวน ๑ แปลง โดยขณะนี้โครงการ BM-ES-23 อยู่ระหว่างศึกษาเพื่อประเมินศักยภาพในการพัฒนาปิโตรเลียม และยังประสบปัญหาบริษัทรับให้เช่าเรือขุดน้ำมันล้มละลายจึงต้องหาบริษัทใหม่ และโครงการ Barreirinhas AP1 อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากหน่วยงานรัฐด้านสิ่งแวดล้อมของบราซิลให้ดำเนินงานขุดเจาะสำรวจน้ำมัน ทั้งนี้ โดยที่ราคาน้ำมันโลกตกต่ำ ทางบริษัทฯ จึงได้หยุดดำเนินการชั่วคราวและเรียกผู้แทนของบริษัทกลับประเทศไทยตั้งแต่ปี ๒๕๖๐

     ๒. บริษัทแคล–คอมพ์ อีเล็คทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างไทยกับไต้หวันที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศไทยและเข้าไปลงทุนในบราซิลตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ โดยตั้งโรงงาน ๒ แห่ง ที่เมืองมาเนาส์ รัฐอามาโซนัส เพื่อผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ แผงวงจรคอมพิวเตอร์และกล่องรับสัญญาณดาวเทียม และจ้างงานชาวบราซิล ๑,๕๐๐ คน และชาวไทย ๕๐ คน

     ๓. บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์แนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อกิจการโรงแรม Tivoli ๒ แห่ง ที่นครเซาเปาลู และเมืองซัลวาดอร์ เมื่อปลายเดือนมกราคม ๒๕๕๘

     ๔. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ร่วมหุ้นกับบริษัทท้องถิ่นดำเนินกิจการฟาร์มกุ้งในเมืองนาตาลทางภาคเหนือของบราซิล

     ๕. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อ (๑) กิจการโรงงานผลิต PET ใหญ่ที่สุดในบราซิลในช่วงไตรมาสแรกของปี ๒๕๖๑ (๒) กิจการบริษัท M&G Fibras Brasil ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Cabo de Santo Agostinho เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ เพื่อผลิตและจำหน่ายเส้นใยสั้นโดยมีกำลังการผลิต ๗๕,๐๐๐ ตันต่อปี

     ๖. ร้านอาหารไทย ๑ ร้านในกรุงบราซิเลีย ชื่อ “กรรณิการ์” โดยมีเจ้าของเป็นชาวอินเดีย

     การลงทุนของบราซิลในไทย

     ๑. บริษัท Interman Corporation Ltd. จำกัด ภายใต้ Jacto Group ผลิตเครื่องพ่นสารเคมีแบบสะพายหลังโดยมีโรงงานตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง

     ๒. บริษัท Asian Production & Technical Services Co., Ltd. (การร่วมทุนระหว่างบราซิลกับสหรัฐฯ) ผลิตสายไฟสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า และ wire assembly ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างปี ๒๕๑๓ - ๒๕๕๓ โดยมีมูลค่าลงทุน ๓ ล้านบาท

     หมายเหตุ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนระบุว่ามีบุคคลสัญชาติบราซิลถือหุ้นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทย ๓๓ ราย เป็นมูลค่ารวมประมาณ ๑๕๐ ล้านบาท

     ประเด็นสำคัญในความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจไทย-บราซิล

     การส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าไทย-บราซิลมีข้อจำกัดที่เป็นผลจากข้อกำหนดและระเบียบกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการค้าที่ซับซ้อน การจัดเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศนอกกลุ่ม MERCOSUR ในอัตราสูง ต้นทุนการผลิตสูง และการใช้มาตรการ non-tariff รวมทั้งกับสินค้าไทย อาทิ การตอบโต้การทุ่มตลาด การตรวจสอบคุณสมบัติแหล่งกำเนิดสินค้า การใช้มาตรการสุขอนามัย ทั้งนี้ ในปี ๒๕๖๓ ธนาคารโลกจัดอันดับ Ease of Doing Business ของบราซิลอยู่ในอันดับที่ ๑๒๔ เพราะมีค่าใช้จ่ายจัดตั้งธุรกิจสูงและมีความยุ่งยากในการชำระภาษี

     ๑.๔ ความร่วมมือด้านพลังงาน

     ๑. บริษัท ปตท.สผ. จำกัด (มหาชน) มีการลงทุนสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในบราซิล (รายละเอียดปรากฏในหัวข้อการลงทุนข้างต้น)

     ๒. ทั้งสองฝ่ายสามารถส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการพัฒนาตาม BCG Model และตอบรับกับนโยบาย Thailand 4.0 โดยเรียนรู้จากบราซิลด้านการจัดการพลังงานทดแทนโดยรัฐบาลบราซิลกำหนดเป้าหมายว่าภายในปี ๒๕๗๐ พลังงานที่ใช้ภายในประเทศร้อยละ ๔๘ จะมาจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ และด้านการแปรรูปอ้อยเป็นพลังงานทดแทนเอทานอล โดยทางการบราซิลสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์ที่ใช้เอทานอลเป็นเชื้อเพลิงหรือใช้กับน้ำมันแก๊สโซฮอล รวมทั้งเริ่มพัฒนาและนำรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยี Flex Fuel[5] บราซิลเป็น ๑ ใน ๕ ประเทศ[6] ที่มีเทคโนโลยีการผลิตเอทานอลจากเซลลูโลส โดยร้อยละ ๗๕ ของรถยนต์ในบราซิลใช้เอทานอล อีกทั้งขยายการผลิตเอทานอลจากอ้อยเป็นข้าวโพดและพืชอื่น ๆ เพื่อรักษาสมดุล

     ๓. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้เยือนบราซิลเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ เพื่อศึกษาดูงานบริษัท Eletrobras (หน่วยงานรัฐวิสาหกิจผลิตกระแสไฟฟ้าของบราซิล) เกี่ยวกับการใช้พลังงานทดแทนส่วนฝ่ายบราซิลได้เสนอจะถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปรรูปอ้อยเป็นเอทานอลให้แก่ฝ่ายไทย โดยสมาคมอุตสาหกรรมอ้อยของบราซิล กลุ่มผู้ประกอบการเอทานอล สำนักงานส่งเสริม การลงทุนของบราซิล ได้ร่วมกับสมาคมโรงงานน้ำตาลทรายของไทย จัดงานสัมมนา Sustainable Mobility: Ethanol Talks ที่กรุงเทพฯเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ เพื่อส่งเสริมการใช้เอทานอลเป็นพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพและลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

     ๑.๕ ความร่วมมือทางวิชาการ

     ความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตรเป็นจุดแข็งของฝ่ายบราซิลและเป็นสาขาสำคัญ ซึ่งฝ่ายไทยได้ประโยชน์อย่างมาก โดยฝ่ายบราซิลมีความชำนาญในการพัฒนาพันธุ์อ้อย การผลิตไบโอดีเซล และเอทานอล เทคโนโลยีการเกษตร (โดยเฉพาะการทำฟาร์มและการผลิตวัว) การแปรรูปอาหารและเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ส่วนฝ่ายไทยมีความชำนาญด้านการพัฒนาและปลูกผลไม้ที่ให้ผลผลิตสูงและมีอายุยาวกว่าและการใช้ประโยชน์จากกากอ้อยอย่างมีประสิทธิภาพ

     ไทยกับบราซิลมีความร่วมมือทางวิชาการทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ดังนี้

     (๑) ทวิภาค

     การดำเนินกิจกรรมภายใต้แผนปฏิบัติงานความร่วมมือทางวิชาการไทย - บราซิล (Plan of Action for Bilateral and Trilateral Technical Cooperation between Brazil and Thailand) ในรูปแบบ cost - sharing ตามมติที่ประชุมระหว่างอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศและผู้อำนวยการ Brazilian Cooperation Agency เมื่อปี ๒๕๕๖ ซึ่งประกอบด้วยสาขา ๑) การจัดฝึกอบรมแลกเปลี่ยนความรู้ ๒) การเกษตร ๓) พลังงาน และ ๔) การท่องเที่ยว แต่ต่อมาความร่วมมือในส่วนนี้ได้ชะลอตัวลงเนื่องจากบราซิลประสบปัญหาด้านงบประมาณ จึงขอให้กรมความร่วมมือระหว่างประเทศรับผิดชอบงบประมาณทั้งหมดซึ่งไม่ตรงกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้แต่เดิม

     อย่างไรก็ดี กรมส่งเสริมการเกษตรได้เชิญผู้เชี่ยวชาญบราซิล ๒ ราย จัดการฝึกอบรมหลักสูตร Training course on monitoring system on fruit fly and other pests and evaluation of efficient use of natural enemies for pest control เป็นเวลา ๒ สัปดาห์ (๓๐ มกราคม - ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐) โดยฝ่ายไทยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นกรณีพิเศษ (ไม่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการดำเนินงานความร่วมมือทางวิชาการกับบราซิล) และถือเป็นโครงการสุดท้ายภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ จนกว่าฝ่ายบราซิลจะเปลี่ยนแปลงท่าที

     (๒) ความร่วมมือทางวิชาการภายใต้ทุนฝึกอบรมนานาชาติหลักสูตรระยะสั้น ซึ่งจัดโดย กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยในช่วงปี ๒๕๕๓ - ๒๕๕๗ ฝ่ายบราซิลส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วม ๑ ราย ได้แก่ หลักสูตร Food Security เมื่อปี ๒๕๕๖ ต่อมาในปี ๒๕๖๐ บราซิลได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วม ๓ ราย ได้แก่ (๑) หลักสูตร Best Available Technique (BAT) and Best Environmental Practice (BEP) under the Context of United Nations Industrial Development Organization (UNIDO) (๒) หลักสูตร Natural Disasters Management และ (๓) หลักสูตร Towards One Health Approach to Antimicrobial Resistance

     ๑.๖ ความร่วมมือด้านการศึกษา

     ๑. กระทรวงการต่างประเทศได้จัดทำโครงการ Thai Corner กับมหาวิทยาลัย ๒ แห่งในบราซิล ได้แก่ Catholic University of Brasilia และ University of Brasilia ส่วนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ได้ดำเนินโครงการ Thai Corner กับ Federal University of Santa Maria

     ๒. รัฐบาลบราซิลให้ทุนการศึกษาแก่ชาวไทยใน ๒ โครงการหลัก ได้แก่ (๑) ทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาชาวต่างชาติเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาบราซิลในระดับปริญญาตรี (Programa de estudantes-convênio de graduaçäo: PEC-G) และ (๒) ทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาบราซิลในระดับบัณฑิตศึกษา (Programa de estudante convênio-pós- graduaçäo: PEC-PG) โดยผู้ได้รับทุนทั้งสองประเภทจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษาตลอดหลักสูตร และจะต้องเรียนเป็นภาษาโปรตุเกส ทั้งนี้ จากสถิติของกองกิจการการศึกษากระทรวงต่างประเทศบราซิล (Divisão de Temas Educacionais - DCE) เคยมีคนไทยได้รับทุน PEC-G จำนวน ๒ คน (ปี ๒๕๕๖ จำนวน ๑ คน และปี ๒๕๕๗ จำนวน ๑ คน)

      ๓. มหาวิทยาลัยของไทยและบราซิลได้จัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างกัน อาทิ (๑) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกับ University of Sao Paulo และ University of Brasilia (๒) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับ Federal University of Santa Maria ของรัฐ Rio Grande do Sul และ (๓) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กับ University of Brasilia และ University of Sao Paulo

      ๑.๗ ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว

      ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวไทย-บราซิลมีศักยภาพหลากหลายและขยายตัวต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกาอื่น โดยทั้งสองฝ่ายมีบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและต่างเป็นสมาชิกสามัญ (Full Member) ขององค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) ขณะที่นักท่องเที่ยวบราซิลในไทยมีจำนวนสูงสุดในกลุ่มลาตินอเมริกา (ในปี ๒๕๖๓ มีชาวบราซิลมาไทย ๑๘,๘๕๕ คน ลดลงจากปี ๒๕๖๒ ซึ่งมีจำนวน ๖๙,๘๐๓ คน) ทั้งนี้ จำนวนคนไทยที่เดินทางไปบราซิลคงที่ประมาณ ๕,๐๐๐ คนต่อปีมาโดยตลอดในช่วงก่อนโควิด-๑๙

      นอกจากนี้ ไทยมีการลงทุนในธุรกิจโรงแรมชั้นนำในบราซิล ส่วนบราซิลสนใจเรียนรู้จากไทยด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวและการโรงแรม การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (ในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า) การท่องเที่ยวเชิงศาสนา การท่องเที่ยวชุมชน (โดยร่วมมือกับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมพื้นบ้าน) และการบริหารบริษัทนำเที่ยว ณ แหล่งท่องเที่ยว

      ๑.๘ ความร่วมมือด้านกีฬา

      ไทยกับบราซิลมีความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านกีฬา โดยทั้งสองฝ่ายไทยเห็นพ้องให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านกีฬาระหว่างมวยไทยกับฟุตบอล ทั้งนี้ ปัจจุบันมวยไทยได้รับความนิยมมากในบราซิล

      ๑.๙ ความร่วมมือด้านความมั่นคงและทหาร

      ความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงขยายตัวอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นนับตั้งแต่การจัดตั้งสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ณ กรุงบราซิเลีย เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๑ รวมทั้งการที่ฝ่ายบราซิลได้เสนอจัดทำความตกลงด้านการทหารไทย-บราซิล และความร่วมมือในสาขาอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องบินกริพเพน ขณะที่ในช่วงระหว่างปี ๒๕๖๐ - ๒๕๖๑ ไทยเชิญบราซิลเข้าร่วมการฝึก Cobra Gold ในฐานะผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ โดยเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตบราซิลประจำประเทศไทยได้สังเกตการณ์ในปี ๒๕๖๐

      กองทัพบกและกองทัพเรือของไทยได้สั่งซื้อเครื่องบินเพื่อภารกิจลำเลียงกองกำลังความช่วยเหลือและอาวุธยุทโธปกรณ์จากบริษัท Embraer ของบราซิลจำนวน ๔ ลำ ซึ่งรวมถึงรุ่น ERJ ๑๓๕ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ (อินโดนีเซียซื้อ ๒๙ ลำ มาเลเซียและเมียนมาประเทศละ ๔ ลำ สิงคโปร์ เวียดนามและฟิลิปปินส์ประเทศละ ๑ ลำ)

      ๑.๑๐ ความร่วมมือด้านยุติธรรมและการต่อต้านยาเสพติด

      ปัจจุบันมีชาวไทยต้องโทษในบราซิล ๓๕ ราย ซึ่งส่วนใหญ่ถูกจับกุมในข้อหาลักลอบขนยาเสพติด (โคเคน) ไปยังประเทศที่ ๓

      เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๐ สำนักงานตำรวจบราซิลได้เสนอให้มีการจัดทำความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระดับสถาบันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติแห่งราชอาณาจักรไทย (Institutional Cooperation Agreement between Federal Police of the Federative Republic of Brazil and the Royal Thai Police, Kingdom of Thailand) เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านกิจการตำรวจเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ  ซึ่งต่อมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๐ ฝ่ายไทยได้จัดส่งร่างบันทึกความเข้าใจฉบับมาตรฐานของฝ่ายไทย (Memorandum of Understanding between the Royal Thai Police of the Kingdom of Thailand and the Federal Police of the Federative Republic of Brazil on Combating Transnational Crime and Developing Police Cooperation) ให้ฝ่ายบราซิลพิจารณา

 

. ความตกลงที่สำคัญกับไทย

     ไทยและบราซิลมีความตกลงที่ได้ลงนามแล้ว ๑๓ ฉบับ ดังนี้

     ๒.๑ ความตกลงทางการค้าระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล (Trade Agreement between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Federative Republic of Brazil) (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๒๗)

     ๒.๒ ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล (Agreement on Scientific and Technical Cooperation between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Federative Republic of Brazil) (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๒๗)

     ๒.๓ ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล (Air Services Agreement Between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Federative Republic of Brazil) (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๔)

     ๒.๔ ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับสมาพันธ์การค้าแห่งชาติบราซิล(Mutual Assistant Agreement between the National Confederation of Commerce of the Federal Republic of Brazil and The Board of Trade of Thailand) (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๓๔)

     ๒.๕ ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการ (Agreement between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Federative Republic of Brazil on Abolition of Visa Requirements for Holders of Diplomatic and official Passports) (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๓๗)

     ๒.๖ ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา (Agreement between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Federative Republic of Brazil on Partial Abolition of Visa Requirements) (ลงนามเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๐)

     ๒.๗ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อความร่วมมือทวิภาคี (Memorandum of Understanding between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Federative Republic of Brazil on the Establishment of a Joint Commission for Bilateral Cooperation) (ลงนามเมื่อวันที่
๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๗)

     ๒.๘ ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านกีฬาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล (Agreement on Cooperation on Sports between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Federative Republic of Brazil) (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๗)

     ๒.๙ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านวิชาการและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระบบการทำงานและการให้สินเชื่อเพื่อการส่งออกและนำเข้า ระหว่างธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยกับธนาคารแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบราซิล (Memorandum of Understanding between Export-Import Bank of Thailand and Banco Nacional de Desenvolvimento Econômico E Social - BNDES) (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๗ ปัจจุบัน MOU หมดอายุแล้ว)

     ๒.๑๐ ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Agreement between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Federative Republic of Brazil on Technical Cooperation on Sanitary and Phytosanitary Measures) (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๔๗)

     ๒.๑๑ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการไตรภาคีระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล (Memorandum of Understanding for Trilateral Technical Cooperation Programme between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Federative Republic of Brazil) (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๕)

     ๒.๑๒ บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการหารือทางการเมืองในเรื่องที่มีความสนใจร่วมกัน (Memorandum of Understanding between the Ministry of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand and the Ministry of External Relations of the Federative Republic of Brazil on the Establishment of a Mechanism of Political Consultations on Matters of Common Interest) (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๕)

     ๒.๑๓ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแห่งราชอาณาจักรไทย (The Memorandum of Understanding on Tourism between Ministry of Tourism and Sports of the Kingdom of Thailand and Ministry of Tourism of the Federative Republic of Brazil) (ลงนามเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๙)

 

. สถานการณ์โควิด-๑๙ กับการเมืองและเศรษฐกิจของบราซิล

      ๑. บราซิลมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ มากเป็นอันดับที่ ๓ ของโลก สถิติ ณ วันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๔
มีผู้ติดเชื้อสะสม ๑๙,๐๒๐,๔๙๙ ราย รักษาหาย ๑๗,๔๗๙,๒๗๗ ราย เสียชีวิต ๕๓๑,๖๘๘ ราย โดยยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตยังอยู่ในระดับสูง โรงพยาบาลส่วนใหญ่ใช้เตียงผู้ป่วยหนักไปแล้วกว่าร้อยละ ๗๕ และหลายโรงพยาบาลไม่มีเตียงรองรับผู้ป่วย ทั้งนี้ มีผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วจำนวน ๒๙,๔๙๓,๘๒๙ ราย (ร้อยละ ๑๔ ของประชากร) และผู้ที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อย ๑ โดส จํานวน ๘๓,๗๑๓,๐๙๗ ราย (ร้อยละ ๓๙.๖ ของประชากร)

     ๒. สถานการณ์การเมืองของบราซิลมีความผันผวน คะแนนนิยมต่อประธานาธิบดีจาอีร์ โบวโซนารู ซึ่งมีแนวคิดขวาจัด ลดลงเหลือร้อยละ ๒๔ ตกต่ำที่สุดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อปี ๒๕๖๒ ประชาชนในเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศชุมนุมต่อต้านนายโบวโซนารูเป็นระยะ[7] เพราะไม่พอใจต่อการบริหารจัดการโควิด-๑๙ ซึ่งทำให้บราซิลมีผู้เสียชีวิตสูงเป็นอันดับสองของโลก และการจัดสรรวัคซีนที่ล่าช้า ซึ่งนำไปสู่กระบวนการสอบสวนการบริหารจัดการการแพร่ระบาดของรัฐบาลโบวโซนารูภายใต้คณะกรรมการสืบสวนพิเศษของวุฒิสภาบราซิลซึ่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๔ ด้วยข้อกล่าวหารัฐบาลว่า ๑) ผิดพลาดที่แต่งตั้งนายทหารที่ไม่มีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีด้านสาธารณสุข และ ๒) ล้มเหลวในการรับมือกับโควิด-๑๙ เพราะปฏิเสธข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการไม่ยอมรับมาตรการเว้นระยะห่างและยืนยันนโยบาย “เศรษฐกิจต้องมาก่อนสาธารณสุข” รวมทั้งผลักดันให้ใช้ยาต้านมาลาเรียในการรักษาโรค ทั้งนี้ การสืบสวนข้างต้นมีแนวโน้มจะกระทบต่อภาพลักษณ์และโอกาสชนะการเลือกตั้งสมัยที่ ๒ ของนายโบวโซนารู ในการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะมีขึ้นในปี ๒๕๖๕

     ๓. ในปี ๒๕๖๔ บราซิลพบกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เนื่องจากจะต้องบริหารจัดการ กับทั้งสถานการณ์การเงินการคลังที่มีผลลัพธ์ต่ำและวิกฤตโควิด-๑๙ ซึ่งประธานาธิบดีโบวโซนารูได้ดำเนินมาตรการให้เงินช่วยเหลือฉุกเฉินและออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๖๔ รวมถึงโครงการรัฐสวัสดิการ Bolsa Família ซึ่งครอบคลุมผู้ได้รับสิทธิ์เงินช่วยเหลือประมาณ ๔๐.๔ ล้านคน ขณะที่ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมืองตามแผนการ ๓ วาระหลัก ได้แก่ ๑) การปฏิรูปภาษี ๒) การปฏิรูปการบริหารราชการ และ ๓) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

********************

กองลาตินอเมริกา กรมอเมริกา

๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๔

 

[7] ล่าสุด การชุมนุมประท้วงเมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๔ มีผู้ร่วมชุมนุมกว่า ๗๐๐,๐๐๐ คน ในกว่า ๔๐๐ เมืองทั่วประเทศ

[5] รถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยี Flex Fluel เป็นรถยนต์ทางเลือกที่สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ทั้งประเภทน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลทุกประเภท

[6] ประเทศที่มีเทคโนโลยีด้านการผลิตเอทานอลจากเซลลูโลสหรือกากใยพืช (Cellulosic Ethanol หรือ 2nd Generation Ethanol หรือ E2G)
ได้แก่ บราซิล จีน อิตาลี สหรัฐอเมริกาและแคนาดา

[4] บริษัท Petrobras เป็นรัฐวิสาหกิจ (เทียบเท่ากับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)) ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๕๓ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ และเชื้อเพลิงชีวภาพแห่งชาติ (National Agency of Petroleum, Natural Gas and Biofuels: ANP) ดำเนินการทั้ง down stream และ up stream โดยทำหน้าที่สำรวจ ขุดเจาะ และกลั่นน้ำมัน รวมทั้งจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมัน ทั้งนี้ Petrobras เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาเทคโนโลยีขุดเจาะน้ำมันที่ทันสมัยจากทะเลน้ำลึกในชั้นใต้หินเกลือ (ประมาณ ๗ กม. จากผิวน้ำทะเล) อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ประสบปัญหาอย่างหนักเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นของผู้บริหารระดับสูงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผลประกอบการของบริษัทประสบปัญหาถดถอยอย่างหนัก และถูกถอดชื่อออกจากบริษัทชั้นนำ ๕๐๐ บริษัทของโลก (จัดโดย Bloomberg) ส่วน ANP อยู่ในสังกัดกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ ทำหน้าที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ และเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมทั้งออกกฎระเบียบและกำกับดูแลกิจกรรมต่าง ๆ ของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องให้ได้มาตรฐาน ตลอดจนให้สัมปทานและการทำสัญญาต่าง ๆ ในการพัฒนา สำรวจ ขุดเจาะ ผลิต ขนส่งและเก็บรักษาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

[2] กลุ่มเศรษฐกิจ BRICS เป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีการพัฒนาและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้

[3] เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๙ รัฐบาลบราซิลนำเรื่องระบบอ้อยและน้ำตาลเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ด้วยการมีคำขอเพื่อหารือ (Request for Consultation) กับไทย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องดำเนินการก่อนที่จะสามารถยื่นคำขอเพื่อตั้งคณะผู้พิจารณา (Panel) ต่อไป เพื่อพิจารณากรณีที่บราซิลกล่าวหาว่าไทยอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลทราย รวมถึงอุดหนุนเกษตรกรและโรงงานน้ำตาล จนเป็นสาเหตุให้ราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกตกต่ำ กระทบต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของบราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับหนึ่งของโลก (ร้อยละ ๓๕ ของตลาดโลก) และไทยส่งออกน้ำตาลอันดับสองของโลก (ร้อยละ ๑๒) อย่างไรก็ดี ฝ่ายไทยได้แสดงเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหา โดย (๑) เร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย และแก้ไข พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยฝ่ายไทยย้ำว่าการกำหนดราคาน้ำตาลทรายเพื่อใช้บริโภคในราชอาณาจักรในขณะนี้ถือเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวในช่วงที่การแก้ไข พรบ. ดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ (๒) พิจารณาลงนามร่าง MOU ไทย-บราซิลในกรณีพิพาทเรื่องน้ำตาล เพื่อหาทางออกในการยุติข้อพิพาท ซึ่งบราซิลได้เสนอเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๖๒ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่าง MOU แล้วและเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ และ (๓) พิจารณาข้อเสนอของฝ่ายบราซิลเกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเอทานอล
จากอ้อยให้แก่ฝ่ายไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของไทยให้ใช้ประโยชน์สูงสุดจากผลผลิตอ้อย อันจะมีส่วนเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไร่อ้อยต่อไป

[1] ตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (Southern Common Market หรือ MERCOSUR) ได้แก่ บราซิล อาร์เจนตินา ปารากวัย และอุรุกวัยโดยเวเนซุเอลาถูกระงับสมาชิกภาพเมื่อปี ๒๕๕๙ มุ่งเปิดเสรีทางการค้าภายในภูมิภาค สนใจที่จะจัดทำ FTA กับแต่ละประเทศอาเซียนและได้เริ่มการเจรจาแล้วกับสิงคโปร์