สุนทรพจน์สำคัญโดยบุคคลสำคัญชาวต่างชาติ

ปธน.สหรัฐฯ กล่าวคำแถลงนโยบาย (State of the Union Speech ) ประจำปี 2555 ต่อรัฐสภา
30/01/2012

ปธน.สหรัฐฯ กล่าวคำแถลงนโยบาย (State of the Union Speech ) ประจำปี 2555 ต่อรัฐสภา

เมื่อวันที่ ๒๔ ม.ค. ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๐๐ น. (ตามเวลาสหรัฐฯ) ปธน. บารัก โอบามา ได้กล่าวสุนทรพจน์ State of the Union ประจำปี ๒๕๕๕ ซึ่งนับเป็นการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภาสหรัฐฯ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

๑. สุนทรพจน์ในปีนี้ เป็นสิ่งที่ ปธน. โอบามาเรียกว่าเป็น “a Blueprint for America Built to Last” กล่าวคือ เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสหรัฐฯ บนรากฐานอันมั่นคง ๔ สาขา คือ อุตสาหกรรม พลังงาน การพัฒนาทักษะของแรงงานและการศึกษาของคน และการคงไว้ซึ่งคุณค่าที่เชื่อมโยงคนทั้งชาติไว้ด้วยกัน (“American values”)

๒. เนื้อหาโดยรวมของสุนทรพจน์ในครั้งนี้ ให้ความสำคัญสูงสุดต่อเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องการสร้างงานให้กับประชาชนสหรัฐฯ โดยมุ่งหวังผลการเลือกตั้ง ปธน.ที่จะมีขึ้นในเดือน พ.ย. ศกนี้ เป็นสำคัญดังที่ได้มีการคาดการณ์ไว้  โดย ปธน. โอบามาได้ใช้โอกาสนี้ในการเรียกร้องให้มีความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ โดยหัวใจหลักของการสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจที่ ปธน.โอบามา กล่าวถึงในสุนทรพจน์ครั้งนี้ คือ เรื่องการปฏิรูปภาษี ซึ่งเป็นการสะท้อนแนวคิดของพรรคเดโมแครตที่ว่า ผู้มีรายได้สูงควรจะจ่ายภาษีในอัตราที่สูงกว่าผู้มีรายได้ต่ำ โดยเฉพาะหลักการที่ ปธน. โอบามาเคยประกาศไว้เมื่อปี 2554 เรียกว่า “The Buffet rule” กล่าวคือ การปฏิรูปภาษีและการลดการใช้จ่ายงบประมาณรัฐบาลสหรัฐฯ ควรเป็นไปตามแนวทางที่ว่า ผู้มีรายได้ต่อปีสูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐควรจะต้องจ่ายภาษีในอัตราร้อยละ 30 เป็นอย่างน้อย ซึ่งการกล่าวถึงหลักเกณฑ์นี้อีกครั้งในสุนทรพจน์ครั้งนี้ เป็นช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะกับการที่คู่สมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่ง ปธน. คนสำคัญจากพรรครีพับลิกัน คือ นายมิต รอมนี เพิ่งแจ้งต่อสื่อและสาธารณชนสหรัฐฯ ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน (24 ม.ค.2555) ว่า เขาจ่ายภาษีในอัตราเพียงร้อยละ 13.9 ดังนั้น หลายฝ่ายจึงมองว่า ปธน.โอบามาได้ใช้โอกาสจากการกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้เพื่อตอบโต้นายรอมนี เพียงแต่มิได้เอ่ยชื่อ

๓. ปธน.โอบามาได้กล่าวถึงผลสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจสหรัฐฯ อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล หลายประการ หนึ่งในตัวอย่างที่ ปธน.โอบามากล่าวถึง คือ เป้าหมายการเพิ่มมูลค่าการส่งออกของสหรัฐฯ เป็นสองเท่าภายในปี ค.ศ. ๒๐๑๔ เพราะจะเป็นการเพิ่มอัตราการจ้างงาน โดย ปธน.โอบามาระบุว่าความตกลงที่สหรัฐฯ ลงนามกับอินเดีย และกับจีน ได้เพิ่มการจ้างงานมากกว่า ๒๕๐,๐๐๐ ตำแหน่งให้กับประชาชนสหรัฐฯ และเฉพาะความตกลงเขตการค้าเสรีที่สหรัฐฯ เพิ่งลงนามกับเกาหลีใต้ ก็จะนำมาซึ่งการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย ๗๐,๐๐๐ ตำแหน่ง ดังนั้น ปธน.โอบามาจึงได้ใช้โอกาสในการกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้ กล่าวย้ำกับรัฐสภาสหรัฐฯ ว่า ขอให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกัน โดยตนพร้อมจะทำงานกับผู้ใดก็ได้ในรัฐสภาสหรัฐฯ เพื่อประโยชน์ของประเทศ ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณต่อประชนสหรัฐฯ ว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในประเด็นสำคัญ ๆ ที่ประชาชนให้ความสนใจ เป็นเพราะการเมืองในรัฐสภาสหรัฐฯ สำหรับในประเด็นนี้ นักวิเคราะห์หลายฝ่ายค่อนข้างเห็นด้วยว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มดีขึ้นและกลับเข้าสู่สภาพเศรษฐกิจเมื่อสมัยก่อนที่ ปธน.โอบามาจะเข้ารับตำแหน่ง ดังนั้น มาตรการในการแก้ไขปัญหา ศก. ของเขาจึงนับว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพียงแต่ยังทำได้ไม่ดีทั้งหมดและปัญหาสำคัญที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ คือ การที่ต้องเผชิญกับความเห็นที่แตกต่างมากเป็นประวัติการณ์ระหว่างพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน

นอกจากนี้ ปธน.โอบามายังได้ประกาศมาตรการใหม่ ๆ ที่เน้นเรื่องการแก้ไขปัญหาที่เป็นข้อห่วงกังวลของชาวสหรัฐฯ โดยตรง เช่น การจัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นเพื่อสอบสวนกรณีการกู้ยืมเงินที่มีความเสี่ยงสูงจนเป็นส่วนที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย  การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อดูแลผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในกรณีที่มีการกระทำอันใดที่ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางการค้าในต่างประเทศ การประกาศยกเลิกการขอลดหย่อนภาษี (tax deductions) สำหรับบริษัทที่ย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศจนส่งผลให้มีการจ้างงานชาวสหรัฐฯ น้อยลง และการเรียกร้องให้มี “an international minimum tax” เพื่อให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถเก็บภาษีจากกำไรที่บริษัทนั้น ๆ ได้จากการประกอบการนอกสหรัฐฯ ส่วนบริษัทที่ย้ายฐานการผลิตกลับคืนสู่สหรัฐฯ ก็จะได้รับเป็นเครดิตเพื่อขอรับเงินภาษีคืน ยิ่งไปกว่านั้น ปธน.โอบามายังได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญต่อการ“reinvent” นโยบายด้านพลังงานของสหรัฐฯ เช่น โดยการเร่งเพิ่มความสามารถในการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติภายในสหรัฐฯ เพื่อลดการพึ่งพาด้านพลังงานจากนอกประเทศ การลงทุนด้านพลังงานสะอาด เป็นต้น 

๕ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายต่างประเทศ ประกอบด้วย

               ๕.๑ การเน้นย้ำถึงผลสำเร็จของการดำเนินโยบายต่างประเทศของรัฐบาลภายใต้การนำของ ปธน.โอบามาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการถอนทหารออกจากอิรัก การสังหารของนายโอซามา บิน ลาเดน  ซึ่งส่งผลให้กลุ่มอัลกออิดะห์อ่อนแรงลง การสนับสนุนให้เกิดพัฒนาการในอัฟกานิสถาน เช่น การส่งกำลังทหารเข้าสลายพื้นที่ที่เป็นฐานสำคัญของกลุ่มตาลิบัน การฝึกบุคลากรด้านการรักษาความปลอดภัยของอัฟกานิสถาน และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาลอัฟกานิสถานและประชาชน ทั้งหมดนี้ เพื่อนำไปสู่การถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถานภายในเดือน ก.ค. ๒๕๕๕ ตามที่นายโอบามาได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้

               ๕.๒ นอกจากนี้ ปธน.โอบามายังได้กล่าวถึงความร่วมมือเพื่อต่อต้านการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ภายใต้กรอบ New START treaty ว่า เป็นเพราะสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้นานาประเทศให้การสนับสนุนต่อเรื่องนี้ จึงทำให้อาวุธนิวเคลียร์ไม่ตกอยู่ในมือของผู้ก่อการร้าย

๕.๓ ส่วนสถานการณ์ในซูดานใต้ นั้น ปธน.โอบามากล่าวว่า  ด้วยช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ จึงทำให้ประชาชนสามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้เป็นครั้งแรกภายหลังจากที่ต้องเผชิญกับภาวะสงครามมาเป็นเวลาหลายปี เช่นเดียวกับการที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงยืนเคียงข้างประชาชนในตูนิเซียที่ต้องการเห็นประเทศของตนเปลี่ยนจากการปกครองภายใต้เผด็จการไปเป็นระบอบประชาธิปไตย สำหรับกรณีของอิหร่าน นั้น ปธน.โอบามากล่าวเพียงว่ารัฐบาลอิหร่านจะต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรที่เข้มข้นขึ้นกว่าในอดีต ส่วนในกรณีของเกาหลีเหนือ สหรัฐฯ ยังคงยืนเคียงข้างพันธมิตรของสหรัฐฯ คือ เกาหลีใต้ ในการผลักดันให้เกาหลีเหนือยกเลิกการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตามที่เกาหลีเหนือได้เคยให้คำมั่นสัญญาไว้

๕.๔ นอกจากนี้ ปธน.โอบามาได้กล่าวถึงการหวนกลับมาเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับ NATO ผ่านการเสริมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรของสหรัฐฯ ในยุโรปในมิติต่าง ๆ ตั้งแต่การต่อต้านการก่อการร้ายไปจนถึงการป้องกันประเทศจากขีปนาวุธ (missile defense) อีกทั้งได้ “reset” ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย

๕.๕ ในส่วนของภูมิภาคเอเชีย นั้น ปธน.โอบามาได้กล่าวถึงรวม ๒ ครั้ง คือ () กล่าวถึงการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของความสัมพันธ์กับพันธมิตรของสหรัฐฯ ในเอเชีย และสร้างความเป็นหุ้นส่วนใหม่กับหลายประเทศ เช่น อินเดีย และ () กล่าวถึงการที่รัฐบาลจะมุ่งผลักดันการลงนามในความตกลงเขตการค้าเสรีที่จะนำไปสู่การสร้างงานให้กับประชาชนสหรัฐฯ เท่านั้น เช่น การลงนามในความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้หลักการเดียวกัน คือ เน้นเรื่องการสร้างงานให้กับประชาชนสหรัฐฯ ในการเจรจาเขตการค้าเสรีกับประเทศอื่น ๆ เช่น ปานามา โคลอมเบีย ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และในโลกโดยรวม

๕.๖ ปธน.โอบามาได้กล่าวถึงจีน ๔ ครั้งในการกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้ และเป็นในเชิงบวก กล่าวคือ เน้นที่จุดเด่นของจีนโดยเฉพาะข้อดีของการเจรจาจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี  และในด้านการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตลอดจนการพัฒนาด้านเทคโนโลยี (เช่น จีนได้พัฒนาจนมีศูนย์วิจัยด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีรถไฟที่วิ่งเร็วกว่าสหรัฐฯ และมีระบบคอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในโลก เป็นต้นอย่างไรก็ดี ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า sub-text ของการกล่าวเช่นนี้ คือ การสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการที่สหรัฐฯ ควรเร่งพัฒนาตนเองเพื่อมิให้ล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่สำคัญเช่นจีน

 ประเด็นที่กล่าวถึงทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวโยงกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่จะเป็นกรอบในการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัครตำแหน่ง ปธน.สหรัฐฯ ต่อไปจนถึงการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. ๒๕๕๕ และ ปธน.โอบามาเอง ก็จะได้กล่าวถึงประเด็นเหล่านี้ในการรณรงค์หาเสียงที่เริ่มขึ้นอีกครั้งในวันที่ ๒๕-๒๗ ม.ค. ๒๕๕๕ ซึ่งจะเป็นการเยือนมลรัฐสำคัญ ๕ มลรัฐ คือ ไอโอวา แอริโซนา เนวาดา โคโลราโด และมิชิแกน

-------------------------------

ที่มา: กองอเมริกาเหนือ, กระทรวงการต่างประเทศ