ภูมิภาคแปซิฟิกใต้

ซามัว
Independent State of Samoa
รัฐเอกราชซามัว

·  มีเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดีจึงเริ่มมีชาวต่างชาติสนใจเข้าไปลงทุนมากขึ้น

·  มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนิวซีแลนด์

·  มักได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ

·  มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการประมง

ข้อมูลทั่วไป

พื้นที่                 
2,944 ตร.กม.
เมืองหลวง      
กรุงอาปีอา (Apia)
ประชากร         
191,845 คน 
ภาษาทางการ   
ซาโมน (Samoan) และ อังกฤษ
ศาสนา           
คริสต์   
นรม.

Tuilaepa Lupesoliai Neioti Aiono Sailele Malielegaoi
รมว.กต. 

Tuilaepa Lupesoliai Neioti Aiono Sailele Malielegaoi
สอท.ที่มีเขตอาณา 
สอท. ณ กรุงเวลลิงตัน
กงสุลกิตติมศักดิ์  
ไม่มี
สถาปนาความสัมพันธ์กับไทย
15 พฤษภาคม 2521

ข้อมูลเศรษฐกิจ
GDP       
            
800.42 ล้าน USD
GDP per capita    
5,400 USD
GDP Growth        
ร้อยละ 2.6
อัตราเงินเฟ้อ       
ร้อยละ 1.4
สินค้าส่งออกที่สำคัญ
สินค้าประมงและเกษตร
สินค้านำเข้าที่สำคัญ 
เครื่องจักร สินค้าอุปโภคบริโภค เหล็ก    
สกุลเงิน        
ตาลา (Tala)
ทรัพยากรธรรมชาติ
ไม้ สัตว์น้ำ
อุตสาหกรรม
แปรรูปอาหาร สิ่งก่อสร้าง
ตลาดส่งออกที่สำคัญ
อเมริกันซามัว ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
ตลาดนำเข้าที่สำคัญ
นิวซีแลนด์ จีน ฟิจิ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐฯ

สถิติที่สำคัญ
มูลค่าการค้า
/การลงทุน 
ในปี ๒๕๕๘ มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 10.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2557 มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 12.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)มูลค่าการค้าลดลงร้อยละ 16.81 ไทยส่งออก 10.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (น้ำตาลทราย รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สายไฟ สายเคเบิ้ล ผลิตภัณฑ์พลาสติก) ไทยนำเข้า 0.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สัตว์น้ำสดและผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด) ไทยได้ดุลการค้า ๙.๙๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ
 การท่องเที่ยว         
ในปี ๒๕๕๘ มีชาวซามัวเดินทางเข้าประทศไทย ๓๑ คน   
คนไทยในซามัว            ประมาณ 10 คน 
สำนักงานไทยในซามัว  สอท. ณ กรุงเวลลิงตัน)
สำนักงานซามัวในไทย  ไม่มี (ประสานงานผ่านสอท. ซามัว ณ กรุงแคนเบอร์รา)


สถานะ ณ เดือนพฤศจิกายน 2559 

การเมือง
ในช่วงศตวรรษที่ 20 หมู่เกาะซามัวถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ซามัวตะวันออก ซึ่งเป็นอาณาเขต (territories) ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2447 ปัจจุบันคือ อเมริกันซามัว  2. ซามัวตะวันตก เป็นอาณาเขตของเยอรมนี และต่อมาถูกปกครองโดยนิวซีแลนด์ภายใต้ภาวะทรัสตีของสหประชาชาติตั้งแต่ปี 2457 จนกระทั่งซามัวได้รับเอกราชในปี 2505  โดยซามัวเป็นประเทศแรกในกลุ่มประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ที่ได้รับเอกราช และได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2519  และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ซามัวตะวันตก” (Western Samoa) และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ”รัฐเอกราชซามัว” (Independent State of Samoa) อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540

ซามัวมีระบอบการปกครองแบบรัฐสภา (สภาเดี่ยว) มีชื่อเรียกว่า โฟโน (Fono) ประกอบด้วยสมาชิก 49 คน โดย 47 คนมาจากการเลือกตั้ง และอีก 2 คนมาจากการแต่งตั้งจากเผ่ามาไต (Matai)    มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี ประมุขของรัฐมีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ โดยรัฐบาลซามัวจะใช้อำนาจบริหารผ่านคณะรัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจำนวน 12 คน   ประมุขของรัฐคนปัจจุบัน คือ สมเด็จตุยเอทัว ทูพัว ทามาเซเซ เอฟี (His Highness Tui Atua Tupua Tamasese Efi) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐสภาและมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคือ นายตุยลาเอปา อาวีโอโน ซาอีเลเล มาลีเอเลงอย (Tuilaepa Aviono Sailele Malielegaoi)

ซามัวเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองมากที่สุดในภูมิภาคแปซิฟิกใต้ ในการเลือกตั้ง  ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2554 พรรครัฐบาลปัจจุบัน (Human Rights Protection Party-HRPP) สามารถครองที่นั่งในสภาถึง 36 ที่นั่งจากทั้งหมด 49 ที่นั่ง ถือเป็นพรรคการเมืองที่เป็นพรรครัฐบาลมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา (นับตั้งแต่ปี 2525) โดยนาย Tuilaepa Aviono Sailele Malielegaoi ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน

อนึ่ง ในเดือนมิถุนายน 2555 มีการเลือกตั้งประมุขของรัฐ ผลปรากฏว่า His Highness Tui Atua Tupua Tamasese Efi ได้รับเลือกตั้งจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐเป็นวาระที่สอง (วาระ 5 ปี)

เศรษฐกิจ ในอดีตซามัวเคยเป็นประเทศที่พึ่งพาเงินช่วยเหลือ/ ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาจากต่างชาติและการส่งออกสินค้าเกษตร แต่ปัจจุบันซามัวกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในแปซิฟิก โดยมีเกษตรกรรม การท่องเที่ยวและการประมงเป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญ  อย่างไรก็ตาม ชาวซามัวส่วนใหญ่ (2 ใน 3 ของชาวซามัว) ยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพื่อการยังชีพ สินค้าเกษตรที่สำคัญต่อการส่งออก คือ ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว (กะทิและน้ำมันมะพร้าว) สาเก กล้วย โกโก้ เผือกและน้ำจากผลโนนู (น้ำโนนิ)  ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา   ภาคการประมงและภาคการท่องเที่ยวของซามัวมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

จากการพัฒนาทางเศรษฐกิจของซามัวทำให้ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2550 ที่ประชุมคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม (UN Economic and Social Council-ECOSOC) ได้มีมติรับรองรายงานของ Committee on Development Policy (CDP) ที่อนุมัติให้ซามัวเลื่อนระดับจากกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุดไปอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ ซามัวยังคงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนอย่างต่อเนื่อง ในปี 2554 อัตราเงินเฟ้อของซามัวอยู่ที่ร้อยละ 5.2 เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 4.3 ในปี 2554 Real GDP ของซามัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.9 หลังจากในปี 2553 อยู่ที่ร้อยละ -0.2 แต่ทั้งนี้ รัฐบาลซามัวยังคงขาดดุลการคลังติดต่อกันเป็นเวลามากกว่า 10 ปี โดยในปี 2554 ขาดดุลการคลัง 86.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซามัวยังเป็นประเทศที่ได้รับเงินที่ส่งกลับมาซามัว (remittance) มากที่สุดของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก โดยในปี 2554 ได้รับประมาณ 143 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 24.8 ของ GDP อนึ่ง ซามัวเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง ซึ่งเกิดผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจของประเทศ

การต่างประเทศ
ซามัวมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนิวซีแลนด์เนื่องจากเคยเป็นประเทศอาณานิคมของนิวซีแลนด์ ภายหลังการประกาศเอกราชทั้งสองประเทศได้ลงนามใน Treaty of Friendship ซึ่งกำหนดความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศในปัจจุบัน โดยสนธิสัญญาดังกล่าวระบุว่า นิวซีแลนด์จะให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ ด้านการบริหารและอื่น ๆ แก่ซามัวและรัฐบาลทั้งสองจะหารือกันในเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจร่วมกัน ซามัวให้ความสำคัญกับสนธิสัญญานี้มาก เนื่องจากนิวซีแลนด์เป็นประเทศผู้ให้ที่สำคัญและยืนยันความสัมพันธ์ใกล้ชิดของทั้งสองประเทศ

ในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค ซามัวพยายามมีบทบาทนำในภูมิภาคแปซิฟิกใต้แต่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มแปซิฟิกมากนัก ซามัวเป็นสมาชิกที่มีบทบาทสำคัญใน Pacific Islands Forum (PIF) นอกจากนี้ ในกรุง Apia ยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาคของหลายองค์การ ได้แก่ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (The Pacific Regional Office for the Food and Agriculture Organization – FAO) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme – UNDP) และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization – WHO) ด้วย

ไทยกับซามัวสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2521 โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวลลิงตัน มีเขตอาณาครอบคลุมซามัว สำหรับซามัวได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา มีเขตอาณาครอบคลุมไทย ปัจจุบันทราบว่ามีคนไทยอาศัยอยู่ในซามัวประมาณ 10 คน โดยส่วนมากประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างบริษัทและแรงงาน

ไทยเน้นการกระชับความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีและพหุภาคี เนื่องจากซามัวเป็นหนึ่งในประเทศ ที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในภูมิภาคแปซิฟิกใต้และเป็นที่ตั้งของสำนักงานภูมิภาคของหลายองค์กร กอปรกับซามัวเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 10 ของไทยในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ ไทยยังได้มอบความช่วยเหลือด้านการพัฒนาผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการฝึกอบรมประจำปีภายใต้กรอบ Thai International Cooperation Programme (TICP) แก่ซามัวและประเทศสมาชิก (PIF) อีกจำนวน 13 ประเทศด้วย โดยตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา มีผู้เข้าร่วมฝึกอบรมจากซามัวแล้วจำนวน 5 คน

ในเดือนมกราคม 2549 ไทยได้บริจาคเงินจำนวน 20,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากพายุเฮตา (Heta) และในเดือนกันยายน 2552 ไทยได้บริจาคเงินจำนวน 15,000 ดอลลารสหรัฐให้แก่ซามัวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากคลื่นสึนามิ  

เศรษฐกิจการค้า มูลค่าการค้ารวมระหว่างซามัวกับไทยยังมีไม่มากนัก สาเหตุเนื่องมาจากระยะทางในการขนส่ง และสินค้าไทยบางส่วนที่นำเข้าไปขายในซามัวถูกนำเข้าจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ทั้งนี้ มูลค่าการค้าระหว่างไทยและซามัวมีแนวโน้มคงที่ในช่วง 2-3 ปีหลัง โดยในปี 2555       มีมูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 13.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออกเป็นมูลค่า 11.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนมากเป็น น้ำตาลทราย รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สายไฟ สายเคเบิ้ล ผลิตภัณฑ์พลาสติก ส่วนไทยนำเข้าสินค้าจากซามัวคิดเป็นมูลค่า 1.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยนำเข้า สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป และเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ไทยเกินดุลการค้าเป็นมูลค่า 10.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

การหารือทวิภาคี
    -  นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือข้อราชการกับนายตุยลาเอปา ซาอีเลเล มาลิเอเลงอย (Tuila’epa Sa’ilele Mailielegaoi) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซามัวที่สนามบินกรุงพอร์ตมอร์สบี ประเทศปาปัวนิวกินี ในระหว่างการเดินทางเข้าร่วมประชุม Post-Forum Dialogue (PFD) ครั้งที่ 16 ของเวที PIF ครั้งที่ 36 ที่ประเทศปาปัวนิวกินี ในเดือนตุลาคม 2548
    - นายอุ้ม มาลานนท์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงอาปีอา (ถิ่นพำนัก ณ กรุงเวลลิงตัน) เดินทางไปยื่นพระราชสาส์นฯ ต่อ His Highness Tuiatua Tupua Tamasese Efi ประมุขแห่งรัฐเอกราชซามัว ระหว่างวันที่ 19-22 กุมภาพันธ์ 2551 และได้ใช้โอกาสดังกล่าวเยี่ยมคารวะ Hon. Tuilaepa Sailele Malielegaoi นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซามัว Hon. Misa Tefoni รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และแรงงาน และนาย Aiono Mose Pouvi Sua ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
    - นายนภดล เทพพิทักษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงอาปีอา (ถิ่นพำนัก ณ กรุงเวลลิงตัน) เดินทางไปยื่นพระราชสาส์นฯ ต่อ His Highness Tuiatua Tupua Tamasese Efi ประมุขแห่งรัฐเอกราชซามัว ระหว่างวันที่ 19-23 มีนาคม 2555 และได้ใช้โอกาสดังกล่าวเยี่ยมคารวะ Hon. Tuilaepa Sailele Malielegaoi นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซามัว Hon. Fonotoe Nuafesili Pierre Lauofo รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และแรงงาน และนาย Aiono Mose Pouvi Sua ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
    - Tuilaepa Sailele Malielegaoi นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซามัว พร้อมคณะเดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม UNESCAP ครั้งที่ 68 ระหว่างวันที่ 20 – 22 พฤษภาคม 2555 ที่กรุงเทพมหานคร

การแต่งตั้งเอกอัครราชทูตซามัวประจำประเทศไทย (ถิ่นพำนัก ณ กรุงแคนเบอร์รา) ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบให้นาย Lemalu Samau Tate Simi เป็นเอกอัครราชทูตซามัวประจำประเทศไทยในวันที่ 21 กันยายน 53 นั้น เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารี เสด็จออกแทนพระองค์พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ออท. Lemalu Semau Tate Simi เข้าเฝ้าฯ ถวายพระราชสาส์นและอักษรสาส์นตราตั้ง ณ พระที่นั่งอัมพรสถานแล้ว