Editor's Picks

ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement - TPP

ภูมิหลัง

ความตกลง Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement หรือ TPP เริ่มการเจรจาโดย 3 เขตเศรษฐกิจ คือ นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และชิลี เมื่อเดือน ก.ค. 2548 ต่อมาบรูไนที่เคยเข้าร่วมเจรจาในฐานะผู้สังเกตการณ์ ได้ลงนามเข้าร่วมเจรจาในเดือน ส.ค. 2548 สมาชิกทั้ง 4 สรุปผลการเจรจาได้ในปี 2548 และ TPP มีผลใช้บังคับในปี 2549 ความตกลงมีระดับการเปิดเสรีสูง เพราะสินค้าร้อยละ 90 จะถูกลดภาษีเป็นร้อยละ 0 ทันที ส่วนสินค้าที่เหลือทั้งหมดจะลดภาษีเป็น 0 ภานในปี 2558 สำหรับนิวซีแลนด์และบรูไน และชิลี ภายในปี 2560 สำหรับกสรเปิดเสรีภาคบริการใช้หลัก negative list approach จึงนับเป็นความตกลงที่มีระดับการเปิดเสรีสูง และยังวางรากฐานด้านมาตรฐานกฎเกณฑ์ต่างๆ ในระดับสูงเช่นกัน

TPP แบ่งออกเป็น 24 กลุ่ม รวมไปถึงการค้าสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร มาตรการเยียวยาทางการค้า มาตรการอนามัยและสุขอนามัยพืช มาตรการอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า นโยบายการแข่งขัน สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ การค้าบริการ การเข้าเมืองชั่วคราวของนักธุรกิจ ความโปร่งใส การระงับข้อพิพาท หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ การลงทุน บริการการเงิน ความตกลงความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม และความร่วมมือด้านแรงงาน โดยมีข้อกำหนดว่า จะไม่สามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ หากยกเว้นความร่วมมือในด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม

ขณะนี้ TPP อยู่ระหว่างการเจรจาใหม่ ซึ่งได้ผ่านไปแล้ว 3 ครั้ง รอบแรก เมื่อเดือน มี.ค. 2553 ที่นครเมลเบิร์น ออสเตรเลีย เพื่อพิจารณาให้ TPP เป็น FTA แห่งศตวรรษที่ 21 ที่เบ็ดเสร็จ มีคุณภาพสูง และเปิดให้ประเทศอื่นๆ เข้าร่วมเพิ่มเติม รอบสอง เมื่อเดือน มิ.ย. 2553 ที่นครซานฟรานซิสโก สหรัฐฯ เพื่อพิจารณาเรื่องการเปิดตลาด และความสัมพันธ์ระหว่าง TPP และ FTAs ของประเทศคู่เจรจา รอบสาม เดือน ต.ค. 2553 ที่บรูไน เพื่อพิจารณาเรื่อง cross-cutting อาทิ ความเชื่อมโยง การปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎระเบียบเดียวกันทั่วภูมิภาค สำหรับรอบต่อไปจะจัดขึ้นประมาณเดือน ธ.ค. 2553 ที่นครโอ๊คแลนด์ นิวซีแลนด์



สมาชิก TPP
tpp

เมื่อเดือน ต.ค. 2553 ในระหว่างการเจรจา TPP รอบล่าสุด (รอบที่ 3) ที่ประเทศบรูไน ออสเตรเลีย เปรู สหรัฐอเมริกา เวียดนาม และมาเลเซีย ได้เข้าเป็นสมาชิก TPP ทำให้ในขณะนี้ TPP มีสมาชิกทั้งสิ้น 9 ประเทศ นอกจากนี้ ทราบว่า แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ได้แสดงความสนใจเข้าร่วมกระบวนการเจรจากับสมาชิก และเป็ไปได้ว่า จีนไทดป จะเข้าสู่กระบวนการเจรจา TPP ซึ่งหมายความว่า ขณะนี้ ทุกประเทศในอาเซียนที่เป็นสมาชิกเอเปค ได้แสดงความสนใจหรือเข้าสู่กระบวนการเจรจา TPP แล้ว ยกเว้นประเทศไทยเท่านั้น ส่วนในเอเปค สมาชิกที่ยังไม่ได้แสดงความสนใจที่ 5 เขตเศรษบกิจ คือ รัสเซีย ฮ่องกง ปาปัวนิวกินี เม็กซิโก และไทย

  • คอสตาริกา โคลอมเบีย และอุรุกวัย ได้มีหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าร่วมเป็นสมาชิก แต่สมาชิก TPP ยังไม่สามารถหาข้อสรุปสำหรับ 3 ประเทศนี้ได้
  • ญี่ปุ่นได้ประกาศท่าทีการเข้าร่วมกระบวนการหารือ (consultation) ของ TPP อย่างเป้นทางการเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2553 ระหว่างการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคครั้งสุดท้าย (APEC Concluding Senior Officials’ Meeting) ที่นครโยโกฮามา ซึ่งญี่ปุ่นเป้นเจ้าภาพก่อนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ด้วย


กระบวนการการเข้าร่วม TPP

TPP เปิดรับทุกเขตเศรษฐกิจที่ประสงค์จะเข้าร่วม แต่เขตเศรษฐกิจที่จะเข้าร่วมต้องผ่านกระบวนการเจรจากับสมาชิกดั้งเดิมเป็นรายประเทศ และแสดงความมุ่งมั่นในการปฏฺบัติตามข้อกำหนดของ TPP เมื่อสมาชิกดั้งเดิมเห็นชอบ จึงเข้าเป็นสมาชิกได้ ทั้งนี้ ในขณะนี้ TPP ไม่มี associated member หรือ observer แล้ว เพราะเห็นว่า กระบวนการเข้าเป็น associated member ก็จะต้องผ่านกระบวนการเจรจากับสมาชิกเช่นเดียวกับการเข้าเป็นสมาชิกปกติ เขตเศรษฐกิจที่สนใจจึงน่าจะสมัครเข้าเป็นสมาชิกมากกว่า associated member เพราะเป็นกระบวนการเดียวกัน



TPP กับไทย

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศอยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบของ TPP ในฐานะเป็นหนึ่งในความตกลงแม่บทสำหรับการจัดทำความตกลงด้านการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก ทั้งนี้ น่าจะมีหลายประเด็นที่อ่อนไหวต่อไทย อาทิ ทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน สิ่งแวดล้อม การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ นโยบายการแข่งขัน การระงับข้อพิพาท นอกจากนี้ ผู้แทนคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้เคยให้ข้อสังเกตกับกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2553 เนื่องในโอกาสเข้าพบรองปลัดกระทรวงฯ ว่า ภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีความกังวลเกี่ยวกับ TPP เพราะจะทำให้การแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้นมาก และจะทำให้มาตรฐานต่างๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมสูงขึ้นตามไปด้วย เช่น สิ่งแวดล้อม แรงงาน ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนไทยแข่งขันได้ยาก

ขณะนี้ ไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการรวมตัวในกรอบอาเซียน และต้องการผลักดันให้อาเซียนคงความเป็นศูนย์กลาง (ASEAN Centrality)



ความคืบหน้าในหลังการเจรจา Trans-Pacific Partnership รอบที่ 3

หลังการจัดประชุมกรอบเจรจาความตกลง Trans-Pacific Partnership (TPP) รอบที่ 3 เมื่อต้นเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ณ ประเทศบรูไน มีความคืบหน้าในการเจรจา ดังนี้

  1. ขณะนี้ ประเทศญี่ปุ่น กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะเข้าร่วมในการเจรจา TPP ซึ่งการพิจารณาของญี่ปุ่นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนนโยบายด้านการค้าของญี่ปุ่นในภาพรวม โดยได้มีการริเริ่มหารือกันภายในกับสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งสหรัฐฯ ได้แสดงความยินดีที่ญี่ปุ่นให้ความสนใจในกรอบความตกลง และถือว่าเป็นการเปลี่ยนท่าทีของญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี การที่ประเทศสมาชิก TPP จะยอมรับญี่ปุ่นเข้าเป็นคู่เจรจานั้น ญี่ปุ่นจะต้องแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ (commitment) และความพร้อมที่จะเจรจาในทุกสาขา รวมถึงการพิจารณาการเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้มากกว่านี้ ทั้งนี้ การเข้าร่วมการเจรจา TPP อาจจะส่งผลให้ต้องเลื่อนกำหนดการเจรจาให้แล้วเสร็จ จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่เดือน พ.ย. 2554 ออกไปอีก

  2. ประเทศแคนาดา ซึ่งแสดงความสนใจเข้าร่วมการเจรจา แต่ประเทศมาชิก TPP แจ้งว่า ยังไม่พร้อมที่จะรับแคนาดาเข้าเป็นคู่เจรจา เนื่องจากยังมีประเด็นการค้าที่ค้างคาระหว่างแคนาดากับประเทศสมาชิก TPP อีกหลายประเด็นที่จะต้องได้รับการแก้ไขเสียก่อน อาทิ การเปิดตลาดสินค้าเกษตรของแคนาดา โดยเฉพาะสาขา dairy และ poultry นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งแคนาดาถูกจัดอันดับให้เป็น Priority Watch List ในรายงาน Special 301 ของสหรัฐฯ

  3. ประเทศมาเลเซีย ในระกว่างการเจรจารอบที่ 3 นี้ ประเทศสมาชิก TPP ได้ตกลงรับมาเลเซียเข้าเป็นคู่เจรจาแล้ว และมาเลเซียได้เข้าร่วมการเจรจาในรอบที่ 3 ด้วย นอกจากนั้น สมาชิก TPP ได้แจ้งให้เวียดนามตัดสินใจก่อนการประชุมในรอบต่อไปว่า จะเข้าร่วมการเจรจาอย่างเต็มตัวหรือไม่

  4. นาง Barbara Weisel, Assistant USTR ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวเมื่อปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมาว่า การที่จะรับสมาชิกใหม่ในชั้นนี้อาจจะลำบาก เนื่องจากการเจรจาได้ดำเนินมาพอสมควรแล้ว ประเทศที่สนใจจะเข้าร่วมจะต้องมีความพร้อมที่จะเจรจา และพร้อมที่จะรับพันธะข้อตกลงที่มีมาตรฐานระดับสูง (high-quality) ประเทศใดที่ยังไม่พร้อมควรรอไปก่อน

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า รัฐสภาในสมัยต่อไปที่จะเริ่มขึ้นในเดือน ม.ค. 2554 และมีพรรครีพับพลิกันครองเสียงข้างมากนั้น น่าจะมีแรงผลักดันให้รัฐสภาสหรัฐฯ เร่งพิจารณาอนุมัติความตกลงการค้าเสรีที่ได้ลงนามไว้กับเกาหลีใต้ ปานามา และโคลอมเบีย โดยเร็ว รวมทั้งจะสนับสนุนการเจรจา TPP ประกอบกับฝ่ายบริหารที่จะพยายามลักดันการเจรจา TPP ให้สำเร็จโดยเร็ว เนื่องจากเห็นว่า TPP จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และการว่างงาน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของการพ่ายแพ้การเลือกตั้ง Mid-Term ของพรรคเดโมแครต

อนึ่ง นอกเหนือจากผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและการค้าแล้ว สหรัฐฯ มองว่า TPP จะเป็นกรอบความร่วมมือหลักที่เป็นรูปธรรมในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิในระยะต่อไป



แนวโน้มทิศทางของ TPP ในอนาคต

แม้สหรัฐฯ จะปฏิเสธ แต่สมาชิกเอเปคหลายเขตเศรษฐกิจมีความเห็นตรงกันว่า สหรัฐฯ พยายามจะผลักดันให้การเจรจา TPP เสร็จสิ้นในปี 2554 เพื่อเป็นผลงานชิ้นสำคัญในปีที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคในปี 2554 และเป็นผลงานกลางสมัยของปธน. โอบามาด้วย อย่างไรก็ตา คู่เจรจาตระหนักดีว่า เป็นไปได้ยาก

ในระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 18 ระหว่างวันที่ 13-14 พ.ย. 2553 ผู้นำจากนิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย เปรู สหรัฐอเมริกา และแคนาดา มีท่าทีชัดเจนว่า TPP น่าจะเป็นกลไกหลักที่จะนำไปสู่ความตกลงการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก ส่วนเวียดนามและฟิลิปปินส์ให้ความสำคัญกับอาเซียนเป็นหลัก

หากประเทศที่แสดงความสนใจเข้าร่วม TPP ทั้งหมด (รวมทั้งจีน) เข้าเป็นสมาชิก TPP ในท้ายที่สุด จะส่งผลให้ TPP กลายเป็นโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก เนื่องจาก GDP ของประเทศสมาชิก TPP รวมกันจะเป็นเท่ากับครึ่งหนึ่งของ GDP โลก และมีปริมาณการค้า (trade volume) เกินกว่า 1 ใน 3 ของโลก ซึ่งจะเปลี่ยนให้เอเชีย-แปซิฟิก เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่งอย่างมาก และเกิดความน่าเชื่อถือมากกว่าการเป็นเพียงความร่วมมือแบบเอเปค (แบบสมัครใจ) เพราะแต่ละสมาชิกมีพันธกรณีที่ชัดเจนที่จะต้องปฏิบัติตตาม ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ก็จะเหลือขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจเพียง 2 ขั้ว คือ ขั้วแรกภายใต้ TPP และขั้วสอง คือสหภาพยุโรป แต่ขนาดของสหภาพยุโรปก็จะมีขนาดเล็กกว่าขั้ว TPP อยู่มาก จึงน่าจะเกิดการแข่งขันที่จะยึดครองตลาดที่เหลือให้เข้ากับขั้วหนึ่งขั้วใด ซึ่งได้แก่ ตลาดแอฟริกา ตลาดตะวันออกกลาง และตลาดลาตินอเมริกา



ที่มา: กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ